Avatar Review [No Spoiler]

posted on 19 Dec 2009 13:34 by saubertds  in textDiary

ผมเองไม่ใช่คนที่ชอบแฟนตาซีมากนัก ค่อนข้างเบื่อๆ หนักไปทางเอียนด้วยซ้ำ ช่วงก่อนหน้านี้มีหนังแฟนตาซีออกมามากมาย แต่ผมก็ไม่เคยไปดูเลยสักเรื่อง ไม่ใช่ว่าผมดูถูกว่าหนังแฟนตาซีเป็นหนังไม่ดี แต่ผมไม่ใช่คนที่จะอินกับอะไรแบบนั้น ดังนั้นถ้าขืนเข้าไปดูก็คงเสียดายเงินเปล่าๆ เพราะมันไม่ใช่แนวที่ผมจะซาบซึ้งไปกับมันได้ เช่นกันกับอวตาร ในขณะที่อวตารออกเทรลเลอร์หนังเวอร์ชั่นแรกออกมา ความรู้สึกที่ผมจับทางได้ก็คือหนังมีความเป็นแฟนตาซีอยู่ค่อนข้างมาก แม้จะมีการรวมเทคโนโลยีต่างๆแบบนิยายวิทยาศาสตร์ของอนาคตเข้าไปก็ตาม แต่โทนโดยรวมของหนังเรื่องนี้ ยังหนักไปทางแฟนตาซีจ๋าอยู่ดี แต่ที่แปลกก็คึอ คราวนี้ผมตัดสินใจเข้าไปดู แถมดูในโรง 3 มิติด้วย

หากใครหวังที่จะไปดูแอคชั่นล้ำยุค เนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นก็คงต้องผิดหวังกันหน่อย ซึ่งผมเชื่อว่ามีหลายคนที่คาดหวังอย่างนั้น เนื่องจากเครดิตของผู้กำกับคนนี้ เจมส์ คาเมรอน ทำหนัง block buster มาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น aliens 2, the terminator, the terminator 2 และ titanic ซึ่งแต่ละเรื่องก็ล้วนสุดยอดในแนวทางของตัวเอง อวตารถูกโปรโมตมาด้วยกระแสของหนัง 3 มิติที่ดีที่สุดของยุค ภาพอันวิจาตรตระการตา และจินตนาการอันสุดกู่ของสภาพแวดล้อมต่างดาว จากเทรลเลอร์ที่ปล่อยออกมา ตัวเทรลเลอร์ไม่ได้โกหกในสิ่งที่ตัวหนังเป็น หนังขายสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นจริง ไม่มีการตัดฉากแอคชั่นที่รวดเร็ว และไม่มีการใช้เพลงประกอบที่โหวกแหวก แต่แทนที่ด้วยออเครสตาร์ชนเผ่าชวนขนลุก ดังนั้นก่อนดูหนังเรื่องนี้ผมก็ได้ทำใจไว้อย่างนึงอยู่แล้วว่า มันคือนิทานชนเผ่าของชาวนาวี่ที่เล่าต่อกันมารุ่นลูกรุ่นหลานถึงผู้มาเยือนจากฟากฟ้า ผู้กอบกู้ดาวแพนโดร่าจากการรุกราน แต่ผมก็เชื่อว่ากระแสจากอินเตอร์เน็ตทำให้คนที่รอชมเรื่องนี้อยู่บางคนไขว้เขวว่านี่คือหนังแอคชั่นภาพสวยๆก็เป็นได้

การดำเนินเรื่องของอวตารเป็นไปในลักษณะของการเล่าเรื่อง ผ่านมุมมองของนาวิกโยธินพิการท่อนล่าง เจค ซัลลี่ (แซม เวิร์ธธิงตัน นักแสดงนำจาก terminators salvation) ในลักษณะะที่พูดผ่านมุมมองของเขาโดยตรง ช่วงแรกของเรื่องมีการปูพื้นที่มาที่ไปของตัวละครและสถานการณ์ ซึ่งช่วงนี้การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้ายืดยาด แต่แทนที่มันจะดูน่าเบื่อ ตัวหนังก็ทดแทนผู้ชมด้วยภาพ 3 มิติที่คมชัดสวยงาม ซึ่งในบางฉากผมเองก็ยังลืมที่จะสนใจเนื้อเรื่อง มัวแต่นั่งดูภาพแล้วทึ่งตามไปกับความงามของมัน ในช่วงท้ายของเนื้อเรื่องเมื่อผ่านจุดการปูพื้นฐาน ตัวหนังมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วขึ้นและมีฉากแอคชั่นให้ได้ลุ้นตามอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก เนื่องจากอย่างที่บอกว่านี่ไม่ใช่หนังแอคชั่น มันคือลูกผสมที่หนักแฟนตาซีและหนังรักมากกว่า

ทางด้านเนื้อเรื่อง อวตารมีลักษณะการเล่าเรื่องเหมือนนิทาน ไม่ซับซ้อน คุณสามารถเดาเนื้อเรื่องได้ตั้งแต่เห็นเทรลเลอร์ ตัวละครแยกดี-เลวชัดเจน ไม่มีปูมหลังลึกซึ้งเหมือนที่หนังสมัยนี้ชอบทำกัน บทสนทนามีลักษณะตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จนมีนักวิจารณ์บางคนบอกว่าบทตื้นเขิน แต่ผมเข้าใจว่าทาง คาเมรอน เองตั้งใจให้เป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย เด็กก็สามารถสนุกกับนิทาน ส่วนผู้ใหญ่ก็ดูแล้วดื่มด่ำไปกับภาพและเนื้อหาแฝงที่หนังแทรกเอาไว้ ซึ่งอันนี้ถือว่าเขาทำสำเร็จ ส่วนตัวผมเองในฉากแอคชั่นช่วงหลังๆแทบไม่มีความรูสึกลุ้นหรือตื่นเต้นไปกับหนังเลย เพราะผมเดาฉากต่อไปได้อยู่แล้ว แต่ผมกลับอินไปกับช่วงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจคกับแม่สาวสวยมนุษย์แมวป่าสีฟ้า ซึ่งอยู่ระหว่างช่วงกลางถึงค่อนท้ายเรื่อง ต้องขอสารภาพว่าตอนที่เห็นภาพเธอครั้งแรก ผมยังนึกขำที่ว่าพระเอกเจคของเราท่าจะชอบของแปลก คนเราจะไปรักแมวเดินได้ได้ยังไง แต่ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอสวยทั้งรูปลักษณ์ภายนอก จิตใจภายใน และที่มีเสน่ห์ที่สุดคือท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่งดงามจนเหมือนกับว่าทุกก้าวย่างคือการร่ายรำซะอย่างนั้น ซึ่งส่วนนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับนักแสดงหญิงของเรื่อง ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้ (หน้าตาคล้ายตัวมนุษย์แมวของเธอเองด้วย) หากคุณได้ดูเบื้องหลังจะพบว่าท่าทางการแสดงทั้งหมดนั้น เธอเป็นคนแสดงเอง แม้แต่สีหน้าต่างๆ เธอก็เป็นคนแสดงเอง (โดยใช้คอมพิวเตอร์จับการเคลื่อนไหวของใบหน้า - facial motion capture) หากขาดเธอไปหนังเรื่องนี้คงเหมือนคนขาขาดไปเลย

ด้านการแสดง ดูเหมือนสิ่งที่หนังต้องการให้เป็นจุดเด่นมีอยู่เพียงสองอย่าง คือ ภาพสวยๆและตัวนางเอกชาวนาวี่ ดังนั้นการแสดงของตัวละครอื่นๆจึงไม่ได้โดดเด่นนัก แม้กระทั่ง แซม เวิร์ธธิงตัน ที่ดูยังไงก็ยังเป็นตัวเขาเองไม่ว่าจะไปโผล่ในหนังเรื่องไหนก็ตาม ในเรื่องนี้มีนักแสดงขาประจำของ คาเมรอน อยู่ด้วย นั่นคือนักแสดงนำจากเรื่องเอเลี่ยน ซิกอร์นี่ วีเวอร์ (ที่ดูแก่ไปเยอะ) ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะคาเมรอนชอบใช้บริการขาประจำที่คุณเคยกันดี

ด้านการออกแบบตัวละคร ภาพพจน์ของตัวละครแต่ละตัวถูกวางไว้ชัดเจน คุณสามารถบอกได้ทันทีที่เห็นเลยว่าตัวละครตัวนี้ดีหรือเลว เช่น ผู้พันหน้าบากจอมโหด หรือนักธุรกิจใจแคบ ผู้เห็นแก่ตัว แม้จะตัวเล็กและดูอ่อนแอ แต่ความโลภของเขานั้นใหญ่เกินขนาดของตัวเอง ส่วนตัวนำ (เวิร์ธธิงตัน) ก็มีแววตาที่ดูสับสนไร้เดียงสา และตกอยู่ในสภาวะขาดความมั่นคงและไร้ค่า จากอาการพิการท่อนล่างของเขา ทางด้านชาวนาวี่ก็ดูล้าหลัง หน้าตาบางตัวอาจเข้าขั้นป่าเถื่อน แต่แววตานั้นดูอ่อนโยนอย่างแท้จริง

การออกแบบสภาพแวดล้อม หนังเรื่องนี้นำสภาพแวดล้อมป่าเขตร้อนมาดัดแปลงให้ดูเว่อร์ขึ้น สำหรับผมเองไม่ได้ตื่นเต้นกับสภาพแวดล้อมในช่วงกลางวันเท่าไหร่ เพราะผมเคยชินกับสภาพแบบนี้มาแล้วจากเกม rpg ทางฝั่งเอเชียที่ส่วนใหญ่ก็มีการใช้ภาพแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพืชพันธุ์ขนาดยักษ์ ภูเขาที่ลอยได้โดยมีรากไม้ชูมันขึ้นเหนือท้องฟ้า หรือสัตว์ประหลาดรูปร่างแปลกตา เพียงแต่โปรดักชั่นไม่สวยเท่าเท่านั้นเอง แต่ตรงกันข้ามกับตอนกลางคืน ดาวแพนโดร่ากลับเผยให้เห็นแดนสวรรค์ยามราตรี ที่ที่ทุกอย่างแม้แต่ มอส รา ก็ดูเหมือนจะมีชีวิต (ที่ชอบที่สุดคือแมลงเฮลิคอปเตอร์เรืองแสง) ถ้าหากแพนโดร่ามีจริง ผมคงทึกทักเอาว่านี่คือหนังโปรโมตการท่องเที่ยวของต่าวดาว และผมเองคงขอสักครั้งที่จะไปเยือนที่นั่น

ทางด้านข้อความที่หนังพยายามสื่อ ตัวหนังพยายามสื่อเรื่องความโลภ ความสวยงามและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเอื้ออาธร การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งก็เกือบที่จะเข้าข่ายเลี่ยนสำหรับผู้ชมหัวแข็งบางคน แต่หากนึกว่านี่คือนิทานเด็กชาวนาวี่ มันก็เข้าดูเข้าท่าดี ตัวละครต่างๆถูกนำไปเปรียบเทียบอย่างชัดเจน มันคือการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมที่ไม่รูจักพอ กับความเรียบง่ายของผู้คนที่ต้องการเพียงสันติ และกลุ่มคนที่พยายามจะประมานทั้งสองเข้าด้วยกัน ชาวนาวี่เองก็มีภาพพจน์ของความเป็นคนป่าหรือคนชายขอบอยู่ไม่น้อย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของชาวนาวี่คือการใช้อวัยวะคล้ายๆเปียผม เชื่อมสัมพันธ์ กับสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือต้นไม้ ในขณะที่มนุษย์เองกลับมองเห็นเพียง อินออปเทเนี่ยม แร่ธาตุมูลล่ามหาศาลที่ฝังอยู่ในดินและถือว่าทุกอย่างธรรมชาติสร้างไว้เพื่อให้มนุษย์กอบโกยเท่านั้น ในมุมมองของความขัดแย้ง...ในเรื่องนี้มีบทสนทนาบทหนึ่งที่ถูกย้ำเตือนบ่อยมาก นั่นคือประโยคที่ว่า "ฉันเห็นเธอ" (I see you) ซึ่งเมื่ออยู่ในช่วงแรกๆของหนัง ประโยคนี้ไม่ได้น่าจดจำอะไรเป็นพิเศษ แต่พอเข้าช่วงท้าย คำๆนี้กลับกลายเป็นข้อความสำคัญของตัวหนังที่ว่า "หากต้องการจะเข้าใจใครสักคน ต้องเห็นให้ลึกเข้าไปในจิตใจ ลึกลงไปจากรูปลักษณ์ภายนอก" ซึ่งก็น่าจะเป็นจริง เพราะหากทุกคนเข้าใจกันและกัน ความขัดแย้งก็คงไม่เกิด

สรุปผลหลังจาก 2 ชั่วโมงเต็มกับมหาหาพย์คนแรกแมว ผมให้ 90/100 คาเมรอนได้พิสูจน์แล้วว่า 10 หลังจากที่ห่างหายไปกับวงการหนังไม่ได้ทำให้ฝีมือเขาตกลงเลย ตัวหนังสมบูรณ์แบบในแนวทางของมันเอง แทบไม่มีข้อบกพร่องให้สังเกตุเห็นเลยแม้แต่น้อย งดงาม ตื่นตา ซาบซึ้งและประทับใจ และผมก็ขอ recommend ให้ไปดูในโรง 3 มิติเท่านั้น เพื่อที่จะได้เต็มอิ่มกับความงามของภาพ แต่ก่อนเข้าไปดู เปิดใจให้กว้าง ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ลืมคำโฆษณาผิดๆที่สื่อประโคมไว้แล้วคุณจะหลงรักแพนโดร่าโดยไม่รู้ตัว

with love

f u

คราวนี้ขอเสนอ ดร.ดิ๊ก (ไอ่ตัวที่หน้าเหมือนตะกวดช่องสุดท้ายนั่นแหละ) คนๆนี้เป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์มืดของเรื่องแบบว่า...อ่ะนะ คือใจจริงต้องการให้มันพูดถึงอะไรที่มันค่อนข้างเป็นกลางนิดนึง แล้วก็เข้าใจได้ในตอนเดียว เพราะว่ามันค่อนข้างจะคล้ายๆเป็นซีรี่ย์ยาวๆต่อกัน ถึงแม้มันจะถูกเสนอในแบบการ์ตูนช่องก็เถอะ คนอื่นอาจไม่ขำถ้าไม่ได้ตามอ่านยาวๆ ก็เลยผุดไอเดีย ดร.ดิ๊ก ขึ้นมา ต้นแบบมาจาก ดร.เลิฟ นั่นแหละ โทนเดียวกันเลย ดร.จะคอยแทรกอยู่ตามตอนต่างๆ จะพูดถึงความเป็นจริงในเชิงน่าอับอายของจิตใจนักเที่ยว ผู้ชายประมาณนั้น (แต่ไหงเปิดมาตอนแรกก็กัดผู้หญิงซะละ...อย่าโกรธกันน้า) คิดว่าน่าจะเข้าถึงคนอ่านได้มากกว่า อีกอย่างก็คือถ้าเอาเรื่องแบบนี้ไปยัดใน fucm โดยตรงก็เหมือนมันจะไปขัดกับของเรื่อง อีกสาเหตุก็คือบางช่วงของจะเอาไว้สร้างสัมพันธ์ของตัวเอก เพราะฉะนั้นอาจยิงมุขได้ไม่เต็มที่ ดร.ดิ๊ก เลยดูจะเป็นทางออกที่เหมาะเจาะเป๊ะๆ มาขัดตาทัพ...

ย้ำนะครับว่าอ่านเอามัน อย่าคิดมาก...

f u

 

ไอเดียการ์ตูนใหม่ๆ

posted on 09 Dec 2009 16:04 by saubertds  in textDiary

ไอเดียการ์ตูนใหม่ๆมีออกมาเรื่อยๆ นี่ถ้าปาไปก็ 6-7 ตอนแล้วที่วางเรื่องเอาไว้ แต่ก็อย่างว่าอ่ะนะ ความคิดมันเร็วกว่ามือ กว่าจะวาดทันก็ใช้เวลาสักพัก เฮ้อ...อยากวาดเร็วเหมือนคิดจังเลย ไม่รู้ว่าอัพเดตทุกวันศุกร์มันจะช้าไปมั้ย หวงว่าคงไม่นะ...

งานเยอะโคตรๆ วันนี้ว่าจะสมัคร web hosting กับ domain name ให้ลูกค้า แต่ก็นะดันโดน block port 8088 hosting นี่ก็แปลกดีจริงๆ จะสมัครต้องเข้าพอร์ทนั้นเท่านั้น เอากะมันสิ

f u